Apple AirTag
Search Menu

รีวิว Apple AirTag ทำงานได้ดี บางทีก็ดีเกินไป

Shangri-La Bangkok Riverside Escape ดีลพร้อมรีวิว โรงแรมที่เช็กอินได้ตอนเช้า

รีวิวจัดห้องสวย ด้วยโคมไฟพระจันทร์ลอยได้

Dark Light
Apple AirTag สิ้นสุดการรอคอยสำหรับคนที่มักจะลืมหรือหาของไม่เจอ มันไม่ใช่แค่สายคล้องพวงกุญแจ แต่ยังทำให้เราช่วยติดตามสิ่งของอื่นๆ ได้อีกด้วย

หลังจากหลายเดือนที่พวกเรารอคอยมาอย่างยาวนาน Apple ก็ตัดสินใจเปิดตัวอุปกรณ์ติดตามสิ่งของ สำหรับคนที่นึกไม่ออกว่าไปวางของเอาไว้ที่ไหน เจ้ากุญแจหรือกระเป๋าสตางค์ คือเหตุผลหลักที่ควรใช้เจ้าตัวนี้ Apple AirTag

พลาสติกวงกลมเล็กๆ ที่อาจจะมีเส้นบางๆระหว่าง ความสามารถในการใช้เพื่อหาของที่เราลืมไว้ กับการใช้มันเพื่อติดตามตัว จิ๋วแต่แจ๋วแบบนี้ ไม่กลัวคนแอบติดตามเราไปไหนต่อไหนบ้างเหรอ ก็นับว่านี่คือ “ความท้าทาย” ของ Apple ที่จะคิดค้นหาวิธีในการปิดข้อบกพร่องนี้ ที่สามารถทำให้ผู้ใช้งานหลายๆคนอาจจะกังวลได้

@frankmcshan

Here’s how to set up an Apple AirTag! #AirTag #AirTags

♬ Classical Music – Classical Music

ดีไซน์

Apple AirTag มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 1.26 นิ้ว น้ำหนัก 11 กรัม ซึ่งหนักกว่าเหรียญที่เราใช้จ่ายเงินทั่วๆไป และมีความหนาอยู่ประมาณ 8 มิลลิเมตร (เทียบเท่ากับเหรียญ 2 เหรียญ วางซ้อนกัน) และตัวมันเองยังเป็นพลาสติกใสสีขาวที่จะมีด้านหนึ่งเป็นอลูมิเนียม

โดยอลูมิเนียมที่ว่านี้ก็คือ แบตเตอร์รี่ CR2032 อยู่ข้างใน ที่สามารถเปลี่ยนได้ ซึ่งทาง Apple ก็ได้เคลมว่าสามารถมีอายุใช้งานได้ยาวถึง 1 ปี กว่าจะถึงวงรอบของการเปลี่ยนถ่านสักทีหนึ่ง

Apple AirTag Battery

แบตเตอร์รี่ CR2032 รุ่นนี้ ค่อนข้างมีราคาถูก อยู่ที่ประมาณก้อนละ 35 – 50 บาท ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ นับว่าเป็นข้อดีของการบำรุงรักษา Apple AirTag ที่คนคิดจะใช้ยาวๆ ไม่ต้องกังวลมากนัก

ด้วยความที่ Apple AirTag มีขนาดเล็กและบาง จึงทำให้เราสามารถที่จะใส่มันเข้าไปที่ไหนก็ได้ เหมือนกับเราพกเหรียญบาท ใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์ เราก็เอา AirTag ใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์ได้ เช่นเดียวกัน

ไอเดียสำหรับการใช้งาน Apple AirTag ยังไม่ได้มีแค่การใส่ไว้ในกระเป๋าเท่านั้น แต่ยังสามารถเก็บไว้ได้ในทุกๆที่ เช่น กระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊ค กระเป๋าเดินทาง ก็ทำให้มีประโยชน์เวลาที่ กระเป๋าเราหาย หรือโน๊ตบุ๊ตถูกขโมย ก็สามารถใช้ตามหาของที่หายไปได้ด้วย

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม Apple ก็ยังคือ Apple อยู่วันยังค่ำ ด้วยการออกแบบให้มันคล้ายๆกับเหรียญเงิน ไม่มีหลุมตรงกลาง ทำให้ AirTag ไม่เหมือนกับแหวนที่สามารถใส่ หรือใช้ห้อยไปไหนต่อไหนได้ ก็เลยเกิดช่องว่างในการดีไซน์ แค่ AirTag อย่างเดียวงานนี้เห็นจะไม่เพียงพอ

Apple AirTag Strap (1)
Apple ApirTag Strap (2)

เกิดเป็น Design Trends สำหรับสายห้อย Apple AirTag ตามมา ตั้งแต่สายห้อยราคามาตรฐาน ราคาเริ่มต้น 1,000 บาทนิดๆ จนไปถึงสายห้อยจาก Hermes ราคาสูงถึง 13,000 บาท (เฉพาะแค่ตัวสาย เท่านั้น) ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งกระแสที่ทำให้เทคโนโลยีการติดตามสิ่งของ มีมูลค่ามากขึ้น เมื่อมีการเพิ่มดีไซน์ของสายคล้องเข้าไปด้วย

ทำงานอย่างไร

การติดตั้ง Apple AirTag ง่ายมากๆ เพียงแค่เราเปิดมัน และเอาตัวมันเองไปอยู่ใกล้กับ iPhone ก็จะทำให้อุปกรณ์ทั้งสอง สามารถเชื่อมต่อกันได้

เมื่อเชื่อมต่อแล้ว คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple ID ที่จะทำให้เราสามารถค้นหาสิ่งของต่างๆ ผ่านเมนู Find My Items ได้ ไม่ใช่แค่เฉพาะการค้นหา iPhone, iPad หรือ Mac Computer เหมือนที่ผ่านๆมา แต่ยังรวมไปถึงสิ่งของที่ Apple AirTag ไปอยู่ใกล้ๆตรงนั้นได้ด้วย

ทีนี้ก็มาถึงเวลาที่ AirTag จะเริ่มเข้ามาช่วยคนขี้ลืมอย่างเราๆกันแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ในเวลาที่เราคล้องสาย และเจ้าตัว AirTag ไว้กับสิ่งของ เช่นเป็นพวงกุญแจ แล้วเผลอทำกุญแจตกหล่นไปอยู่ในซอกโซฟา แน่นอนที่สุดคือมองด้วยตาเปล่า คงหาไม่เจอแน่ๆ เราก็สามารถเปิด iPhone ที่เชื่อมต่อกับ AirTag ไว้ พร้อมกับเปิดสัญญาณ Bluetooth เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการค้นหา และแจ้งเตือนเป็นเสียงที่ส่งจากเครื่องมือถือ ไปยัง AirTag ให้เตือนเสียง Beep ออกมา

หลายคนอาจจะบอกว่า แล้วถ้าหากว่าเราไม่ได้ยินเสียง Beep จาก AirTag เช่นในกรณีที่รอบข้างเราเต็มไปด้วยเสียงรบกวนอื่นๆ จะทำให้เราสามารถหาสิ่งของเหล่านั้นเจอได้อย่างไร? ณ จุดนี้ Apple ก็ได้ออกแบบให้มี application เพื่อใช้ “นำทาง” ให้เราสามารถดูทิศทางลูกศร พร้อมบอกระยะห่างระหว่างเครื่อง iPhone ของเรากับ AirTag ได้ ง่ายๆ แค่เดินตามลูกศรไปก็จะทำให้เราเข้าใกล้ สิ่งของที่เรากำลังตามหาอยู่ เช่นเดียวกัน

ระยะห่างระหว่าง iPhone กับ AirTag ควรอยู่ในช่วงไม่เกิน 9 เมตร ถ้าอยู่นอกเหนือระยะนี้ จะทำให้ไม่สามารถหาเจอได้

ราคาถูก ถูกสำหรับคนใช้ไอโฟน (อยู่แล้ว)

Apple’s AirTag ราคาจะอยู่ประมาณ 990 บาท (1 แพ็ค) และ 3,390 บาท (4 แพ็ค) โดยราคานี้ไม่แพงเลยสำหรับผู้ใช้งานที่ใช้ไอโฟนอยู่แล้ว เพราะ Apple AirTag สามารถใช้ได้กับ iPhone เท่านั้น ดังนั้นถ้าหากเพื่อนๆ คนไหนที่อยากใช้ AirTag แต่ไม่มีไอโฟน ก็ต้องซื้อโทรศัพท์มือถือก่อน ซึ่งแพงมากกว่าเจ้าตัว AirTag เสียอีก แต่ถ้าหากเพื่อนๆใช้ iPhone อยู่แล้ว ก็สามารถซื้อเจ้าตัว AirTag ได้เลย

สำหรับเพื่อนๆที่ยังไม่มี iPhone และอยากจะใช้ Apple AirTag จริงๆ ก็น่าจะลองหา iPhone รุ่นที่พอจะใช้งานได้ เช่น iPhone X ปี 2017 ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่เร็วและแรง ใช้งานได้ดีอยู่ ไร้ปุ่มโฮมและมาพร้อม Face ID และจอ OLED ครั้งแรก

เว็บไซต์โปรโมชั่นราคา (THB)
LazadaApple iPhone X 256gb13,800
ShopeeApple iPhone X 256gb11,429
ตารางเปรียบเทียบราคา App iPhone X กับเว็บไซต์ขายโทรศัพท์มือถือ มากกว่า 1,000 เว็บไซต์ทั่วโลก

ไอเดียในการใช้ AirTag

สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังนึกไม่ออกว่าจะใช้ Apple AirTag ทำอะไรดี และจริงๆแล้วมันช่วยอะไรเราได้บ้างล่ะ

  1. ใช้เป็นพวงกุญแจบ้าน บอกได้เลยว่านับครั้งไม่ถ้วนที่มนุษย์บนโลกใบนี้จะหากุญแจกันไม่เคยเจอ และมันมักจะมีค่าในเวลาที่เราหามันไม่เจอ บ่อยครั้งเรามักจะเสียเวลาในการหากุญแจ เจ้าตัว AirTag นี้ สามารถใช้เป็นพวงกุญแจได้ มันอาจจะมีมูลค่าแพงกว่ากุญแจก็ได้ถ้าหากคุณใช้สายคล้องยี่ห้อแพงๆ
  2. ใส่มันไว้ในกระเป๋าสตางค์ กระเป๋าถือ สีกระเป๋าสะพาย ด้วยความที่ AirTag มีขนาดเล็กมาก นี่จะเป็นไอเดียหนึ่งที่ทำให้เราสามารถติดตามกระเป๋าสตางค์เวลามันหายได้ แล้วก็ไม่กินพื้นที่ในกระเป๋าอีกด้วย
  3. ใส่มันไว้ในกระเป๋าใส่ Notebook อันนี้ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ถึงแม้ว่าสมัยนี้จะมีเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถหาตำแหน่งสุดท้ายของเครื่อง notebook เวลาที่มีคนขโมยไป แต่ Apple AirTag จะทำงานได้ดีกว่า แล้วก็หวังว่าคนที่ขโมยจะไม่ทันรู้ตัวว่ากำลังถูกติดตามอยู่
  4. จักรยาน สเก็ตบอร์ด หรือสกู๊ดเตอร์ เหมือนเดิมอย่างที่บอกเลยครับ นี่ก็ช่วยในการป้องกันของหายได้เป็นอย่างดี
  5. รถยนต์ จริงๆแล้วรถยนต์ในประเทศไทยเราต้องบอกว่าเหมาะมากเลย ไม่ใช่แค่จะใช้เพื่อตามมหารถหายอย่างเดียว แต่เวลาไปเดินห้างแล้วจำไม่ได้ว่าจอดชั้นไหน งานนี้บอกได้เลยว่าช่วยทั้งเราและทั้งพี่ รปภ. ได้เยอะจริงๆ
  6. สัตว์เลี้ยง น้องหมา น้องแมว สุดแสนน่ารัก เวลาหายไปไกลแล้วใจคอไม่ดี ใช้ Apple AirTag ช่วยได้เหมือนกันนะ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ภาพ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Related Posts
Microsoft 365

ความแตกต่างระหว่าง Office 2019 และ Office 365

เปรียบเทียบการเลือกซื้อ Office 2019 แบบจ่ายครั้งเดียว หรือเลือกที่จะสมัครสมาชิกแบบรายปีเพื่อใช้งาน Office 365 หรือที่เรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า Microsoft 365
Oppo Reno5 5G

รีวิว OPPO Reno 5 Series 5G สมาร์ทโฟนดีไซน์สวย ในราคาหมื่นต้นๆ

เปิดตัว OPPO Reno5 Series 5G จะมาพร้อมกับ Dual-view Video ที่สามารถถ่ายกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกันได้ในคลิกเดียว
Fitbit Charge 4

คู่มือคนซื้อของขวัญให้ตัวเอง Fitbit Charge 4 เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับแฟนออกกำลังกาย

Fitbit Charge 4 เครื่องติดตามราคาดีนี้เต็มไปด้วยคุณสมบัติทำให้เป็นของขวัญให้กับตัวคุณเองและคนที่คุณอยากให้เขาเริ่มออกกำลังกาย
Smartphone

จัดอันดับโทรศัพท์มือถือ ปี 2021: ถูกและดี สเปคเทพ ในราคาที่จับต้องได้

บทความนี้ได้รวบรวม Android Smartphone และ iPhones รุ่นต่างๆ รวมไปถึงโทรศัทพ์จากค่ายแบรนด์ดัง โดยมีเป้าหมายหลักก็คือ มันต้อง "ราคาถูก" และสเปคคือต้อง "ดี" จริงๆ